วันพุธที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2551

วัดพระแก้ว






วัดพระแก้ว



วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า วัดพระแก้ว นั้น พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นพร้อมกับการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๕ แล้วเสร็จในปี พ.ศ. ๒๓๒๗

เป็นวัดที่สร้างขึ้นในเขตพระบรมมหาราชวัง ตามแบบวัดพระศรีสรรเพชญ สมัยอยุธยา วัดนี้อยู่ในเขตพระราชฐานชั้นนอก ทางทิศตะวันออก มีพระระเบียงล้อมรอบเป็นบริเวณ เป็นวัดคู่กรุงที่ไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา ใช้เป็นที่บวชนาคหลวง และประชุมข้าทูลละอองพระบาทถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา
รัชกาลที่ ๑ โปรดเกล้าให้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรหรือพระแก้วมรกต พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของไทย มาประดิษฐาน ณ ที่นี้ วัดพระศรีรัตนศาสดารามนี้ ภายหลังจากการสถาปนาแล้ว ก็ได้รับการปฏิสังขรณ์สืบต่อมาทุกรัชกาล เพราะเป็นวัดสำคัญ จึงมีการปฏิสังขรณ์ใหญ่ทุก ๕๐ ปี คือในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลปัจจุบัน
เนื่องในโอกาสสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ครบ ๒๐๐ ปี ในปี พ.ศ. ๒๕๒๕ ที่ผ่านมา การบูรณปฏิสังขรณ์ที่ผ่านมา มุ่งอนุรักษ์สถาปัตยกรรมและศิลปกรรมอันเป็นมรดกชิ้นเอกของชาติ ให้คงความงามและรักษาคุณค่าของช่างศิลปไทยไว้อย่างดีที่สุด เพื่อให้วัดพระศรีรัตนศาสดารามนี้อยู่คู่กับกรุงรัตนโกสินทร์ตลอดไป


พระอุโบสถ

สร้างในสมัยรัชกาลที่ ๑ เป็นพระอุโบสถขนาดใหญ่ หลังคาลด ๔ ระดับ ๓ ซ้อน มีช่อฟ้า ๓ ชั้น ปิดทองประดับกระจก ตัวพระอุโบสถมีระเบียงเดินได้โดยรอบ มีหลังคาเป็นพาไลคลุม รับด้วยเสานางรายปิดทองประดับกระจกทั้งต้น พนักระเบียงรับเสานางราย ทำเป็นลูกฟักประดับด้วยกระเบื้องเคลือบสีอย่างจีน ตัวพระอุโบสถมีฐานปัทม์รับอีกชั้นหนึ่ง ประดับครุฑยุดนาคหล่อด้วยโลหะปิดทอง มีเสารายเทียนหล่อด้วยทองแดงล้อมรอบทั้งสี่ด้าน ผนังพระอุโบสถ ในรัชกาลที่ ๑ เขียนลายรดน้ำบนพื้นชาดแดง รัชกาลที่ ๓ โปรดเล้าฯ ให้ปั้นลายพุ่มข้าวบิณฑ์ ปิดทองประดับกระจก เพื่อให้เข้ากับผนังมณฑป ปิดทองประดับกระจก บานพระทวารและพระบัญชรประดับมุกทั้งหมด ฝีมือช่างสมัยรัชกาลที่ ๑ ที่เชิงบันไดมีสิงห์หล่อด้วยสำริดบันไดละคู่ รวม ๑๒ ตัว โดยได้แบบมาจากเขมรคู่หนึ่ง แล้วหล่อเพิ่มอีก ๑๐ ตัว

พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร

ภายในพระอุโบสถเป็นที่ประดิษฐาน พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร(พระแก้วมรกต)
พระพุทธรูปปางสมาธิ ทำด้วยมณีสีเขียวเนื้อเดียวกันทั้งองค์ หน้าตักกว้าง ๔๘.๓ ซม. สูงตั้งแต่ฐานถึงยอดพระเศียร ๖๖ ซม. ประดิษฐานอยู่ในบุษบกทองคำ พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มีพระราชศรัทธาสร้างเครื่องทรงถวายเป็นพุทธบูชา สำหรับฤดูร้อนและฤดูฝน
เครื่องทรงสำหรับฤดูร้อน เป็นเครื่องต้นประกอบด้วยมงกุฎพาหุรัด ทองกร พระสังวาล เป็นทองลงยา ประดับมณีต่างๆ จอมมงกุฎประดับด้วยเพชร
เครื่องทรงสำหรับฤดูฝน เป็นทองคำ เป็นกาบหุ้มองค์พระอย่างห่มดอง จำหลักลายที่เรียกว่าลายพุ่มข้าวบิณฑ์ พระเศียรใช้ทองคำเป็นกาบหุ้ม ตั้งแต่ไรพระศกถึงจอมเมาฬี เม็ดพระศกลงยาสีน้ำเงินแก่ พระลักษมีทำเวียนทักษิณาวรรต ประดับมณีและลงยาให้เข้ากับเม็ดพระศก

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสร้างเครื่องฤดูหนาวถวายอีกชุดหนึ่ง ทำด้วยทองเป็นหลอดลงยาร้อยด้วยลวดทองเกลียว ทำให้ไหวได้ตลอดเหมือนกับผ้า ใช้คลุมทั้งสองพาหาขององค์พระ

บุษบกทองที่ประดิษฐานพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร สร้างด้วยไม้สลักหุ้มทองคำทั้งองค์ ฝังมณีมีค่าสีต่างๆ ทรวดทรงงดงามมาก เป็นฝีมือช่างรัชกาลที่ ๑ เดิมบุษบกนี้ตั้งอยู่บนฐานชุกชี พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้า ฯ ให้สร้างพระเบญจาสามชั้นหุ้มด้วยทองคำ สลักลายวิจิตรหนุนองค์บุษบกให้สูงขึ้น บนฐานชุกชีด้านหน้า ประดิษฐานพระสัมพุทธพรรณี เป็นพระพุทธรูปที่คิดแบบขึ้นใหม่ในสมัยรัชกาลที่ ๔ โดยไม่มีเมฬี มีรัศมีอยู่กลางพระเศียร จีวรที่ห่มคลุมองค์พระเป็นริ้ว พระกรรณเป็นแบบหูมนุษย์ธรรมดาโดยทั่วไป

วันพฤหัสบดีที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

กล้องดิจิตอล




กล้องดิจิตอล



  • กล้องดิจิตอลคืออุปกรณ์ที่ใช้ในการถ่ายภาพเช่นเดียวกับกล้องถ่ายรูปทั่วๆ ไป เพียงแต่มันเก็บภาพเอาไว้ในหน่วยความจำแทนที่จะเป็นฟิล์ม
  • สำหรับราคาของกล้องดิจิตอลที่ให้ภาพในระดับที่ดีพอที่จะนำไปใช้งานทั่วๆ ไปอย่างการตกแต่งเว็บไซต์นั้นจะมีราคาอยู่ที่ 300 ดอลลาร์เท่านั้น โดยที่กล้องดิจิตอลเหล่านี้จะมีหลักการทำงานที่ต่างจากกล้องถ่ายรูปที่ใช้ฟิล์มทั่วๆ ไป ซึ่งมีหลักการทำงานโดยปล่อยให้แสงตกกระทบกับฟิล์มที่อาบน้ำยาไวแสงเอาไว้ แล้วเกิดปฏิกริยาเคมีทำให้ได้ภาพเนกาทีฟซึ่งคุณต้องนำฟิล์มดังกล่าวไปทำการล้างและอัดลงบนกระดาษอีกทีจึงจะได้ภาพถ่ายที่คุณต้องการ ส่วนการทำงานของกล้องดิจิตอลนั้นจะอาศัยเซนเซอร์ไวแสงจำนวนนับล้านๆ ตัวในการตรวจจับความเข้าของแสงสีต่างๆ ที่ลอดผ่านเลนส์เข้ามาแล้วจึงนำมาประกอบกันเป็นรูปภาพ
  • ข้อดีอีกประการของกล้องดิจิตอลที่เหนือกว่ากล้องแบบใช้ฟิล์มก็คือ
    คุณสามารถเลือกปรับระดับความละเอียดในการถ่ายภาพได้ตามต้องการ อย่างไรก็ตามการเลือกใช้ความละเอียดที่สูงขึ้นย่อมหมายถึงการสิ้นเปลืองเนื้อที่ในหน่วยความจำมากขึ้นเช่นกันสำหรับหน่วยความจำที่ใช้ในกล้องดิจิตอลนั้น ในกล้องดิจิตอลรุ่นแรกๆ หรือกล้องดิจิตอลรุ่นปัจจุบันที่มีราคาถูก จะมีหน่วยความจำติดตั้งอยู่อย่างถาวรในเครื่อง เมื่อหน่วยความจำเต็ม นั่นหมายความว่าคุณจะไม่สามารถบันทึกภาพใดๆ เพิ่มได้อีกนอกเสียจากว่าคุณจะลบภาพเก่าๆ ออกไปเสียก่อน อย่างไรก็ตามกล้องดิจิตอลในปัจจุบันส่วนมากเลือกใช้หน่วยความจำชนิดถอดเปลี่ยนได้
    ทำให้ข้อจำกัดในเรื่องจำนวนภาพที่สามารถบันทึกได้ในแต่ละครั้งหมดไป โดยเมื่อหน่วยความจำที่คุณใช้อยู่เต็ม
    คุณก็เพียงแต่ดึงเอาหน่วยความจำตัวดังกล่าวออกมาจากกล้อง แล้วก็เสียบอันใหม่เข้าไป เท่านี้ก็สามารถถ่ายรูปต่อไปได้แล้ว

  • สำหรับกล้องดิจิตอลที่คุณภาพดีขึ้นมาอีกนิดโดยสามารถให้ภาพที่มีความละเอียด 1 ล้านจุดสีนั้นจะมีราคา 300 ดอลลาร์โดยมีบริษัทที่ผลิตกล้องดิจิตอลในระดับนี้อยู่หลายรายอย่างเช่นโอลิมปัส, เอปสัน, โกดัก นอกจากนั้นบริษัทเหล่านี้ยังผลิตกล้องดิจิตอลคุณภาพปานกลางซึ่งให้ภาพที่มีความละเอียดขนาด 2 ล้านจุดสี (1600 X 1200 จุดสี) นั้นจะมีราคาราวๆ 500 ถึง 900 ดอลลาร์ซึ่งกล้องระดับนี้จะสามารถให้งานพิมพ์เทียบเท่ากับระดับภาพถ่ายด้วยกล้องชนิดใช้ฟิล์ม ในขนาด 5 X 7 นิ้ว
  • สำหรับกล้องดิจิตอลในระดับสุดยอด นั้นสามารถให้ภาพที่มีความละเอียดมากกว่า 3 ล้านจุดสีขึ้นไป (2048 X 1536 จุดสี) ซึ่งความละเอียดระดับนี้สามารถผลิตภาพที่มีคุณภาพในระดับเดียวกับภาพถ่ายจากกล้องใช้ฟิล์มได้ถึงขนาด 8 X 10 นิ้วเลยทีเดียว โดยกล้องระดับนี้มีราคาเริ่มต้นที่ 1,000 ดอลลาร์ไปจนถึงกล้องระดับมืออาชีพจริงๆ ที่มีราคาสูงกว่า 4,000 ดอลลาร์เลยทีเดียว
  • สำหรับอุปกรณ์เสริมนั้น คุณสามารถซื้อหน่วยความจำมาเพิ่มเติมเพื่อที่จะสามารถถ่ายภาพได้จำนวนมากๆ ในคราวเดียว โดยหน่วยความจำที่ใช้ในกล้องดิจิตอลนั้นส่วนมากจะเป็นชนิด CompactFlash หรือ SmartMedia โดยที่หน่วยความจำแบบ CompactFlash นั้นมีให้เลือกสูงสุดถึงรุ่นความจุ 128 เมกะไบต์โดยมีราคาเริ่มต้นในรุ่นความจุต่ำสุดคือ 8 เมกะไบต์ อยู่ที่ประมาณ 40 ดอลลาร์ส่วนหน่วยความจำแบบ SmartMedia นั้นมีให้เลือกสูงสุดถึงรุ่นความจุ 64 เมกะไบต์และมีราคาเริ่มต้นในรุ่นความจุต่ำสุด 8 เมกะไบต์อยู่ที่ประมาณ 30 เมกะไบต์เท่านั้น
  • หลังจากที่เก็บภาพลงในหน่วยความจำแล้ว แน่นอนว่าภาพที่ถ่ายได้อาจจะยังไม่สวยสมใจ คุณอาจจะต้องการเพิ่มเติมเอฟเฟคพิเศษ หรือปรับแต่งสีสันซะหน่อย แน่นอนว่าซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่ทางด้านนี้มีอยู่เกลื่อนตลาด ตั้งแต่ระดับมือสมัครเล่นอย่าง PhotoDeluxe หรือถ้าอยากแต่งให้สะใจ ซอฟต์แวร์ระดับมืออาชีพอย่าง PhotoShop และ Photo - Paint ก็น่าสนใจไม่น้อย

อาคารอัจฉริยะ


อาคารอัจฉริยะ (Intelligent Building)


อาคารอัจฉริยะคืออะไร ในการเรียกตึกว่าเป็นอาคารอัจฉริยะนั้นเราใช้เรียกในแง่ตรงข้ามกับที่ใช้ในวงการกล้องถ่ายรูป ตัวอย่างเช่น กล้องที่ใช้งานง่ายๆ เป็นระบบอัตโนมัติ ทั้งหมด โดยคนใช้ไม่ต้องทำอะไร นอกจากเล็งภาพ กดปุ่ม เราเรียกกล้อง ชนิดนี้ว่า กล้องปัญญาอ่อน ไม่ยักเรียกว่า กล้องอัจฉริยะ ซึ่งน่าจะเรียกชื่อนี้ มากกว่า น่ากลัวคนตั้งชื่อ จะประชดคนใช้งาน เสียมากกว่า กระมัง ถือเป็นโชคดีที่วงการอสังหาริมทรัพย์ไม่ตามอย่างการเรียกชื่อในวงการกล้องถ่ายรูป ขืนใช้ แนวทางเดียวกันคงไม่มีใคร มาซื้อตึก หรือเช่าพื้นที่ในอาคาร แบบนี้เป็นแน่

อาคารอัจฉริยะ มีชื่อเรียกได้หลายชื่อ ตั้งแต่ ตึกฉลาด (Smart Building) อาคารเทคโนโลยีชั้นสูง (High Tech Building, High Tech Real Estate) แต่ชื่อ ที่ฮิตที่สุด คงเป็น “Intelligent building” ซึ่งคนไทยนำมาแปลเป็นคำว่า อาคารอัจฉริยะ จริงๆแล้วคำว่า “Intelligent” ไม่ถึงขั้นฉลาดเป็นอัจฉริยะ แต่ เป็นแค่ ฉลาด-รู้จักคิด เท่านั้น คนไทยคงเห็นว่าไม่ขลังเลยยกฐานะให้เป็นอัจฉริยะเสียเลยให้ดูสูงส่งหน่อย ไม่แน่ว่า ฝรั่งมาเห็น คนไทย ใช้คำแบบนี้ อาจ เปลี่ยนมาเรียกเป็น “Genius Architectural”



ความหมายของอาคารอัจฉริยะมีหลายแง่ แต่คำจำกัดความง่ายๆที่เคยลงในนิตยสาร New York Time มีใจความว่า อาคารตึกฉลาดคือ “อาคารที่มี เครื่องคอมพิวเตอร์ เป็นสมองส่วนกลาง มีระบบประสาทที่เป็นสายไฟฟ้าและสายสัญญาณ พร้อมอุปกรณ์ตรวจจับอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Sensors) อยู่ ตามบริเวณ ต่างๆ ทั่วอาคาร คอยเป็นหูเป็นตาให้กับระบบคอมพิวเตอร์ที่จะสามารถตรวจสอบ,รายงานและควบคุมอุปกรณ์ของอาคารได้ตลอดเวลา โดยเจ้าของอาคาร และ ผู้ใช้งานสามารถใช้ประโยชน์จากการควบคุมนี้ โดยการสั่งการทำงานของอุปกรณ์ต่างๆได้จากศูนย์ควบคุมส่วนกลางนั่นเอง นอกจากนั้น คอมพิวเตอร์ และ ระบบ สื่อสารส่วนกลางยังใช้ประโยชน์ในการติดต่อสื่อสารข้อมูลระหว่างผู้ใช้งานในอาคารนั้นๆอีกด้วย”

คำจำกัดความอื่นๆ เช่น “อาคารอัจฉริยะคืออาคารที่ได้รับการออกแบบโดยใช้เทคนิคการก่อสร้างที่ก้าวหน้า มี ความแตกต่าง จาก อาคารธรรมดา ในทุกๆแง่ มีการติดตั้งอุปกรณ์ ที่รับรู้ ข้อมูลต่างๆ ของอาคาร โดยข้อมูลนั้นจะถูกส่งไปยังระบบประมวลกลาง ซึ่งมีความสามารถ ในการวิเคราะห์ข้อมูล ที่ได้รับ แล้ว สั่งการ ให้ระบบของอาคาร ปรับเปลี่ยนตามสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป โดยผลที่ต้องการคือผู้ใช้งานอาคารได้รับผลประโยชน์สูงสุด” ซึ่ง จะว่าไปแล้ว อาคารอัจฉริยะ จะต้องทำงานได้คล้ายสิ่งมีชีวิตคือมีการรับรู้และสามารถตอบสนองกับสิ่งเร้าทั้งจากภายในและภายนอก อีกทั้ง สามารถปรับตัว ให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ตนเองมีการใช้ชีวิตได้อย่างปรกติสุขนั้นเอง


ประวัติความเป็นมาของการพัฒนาอาคารอัจฉริยะ ในราวปลายทศวรรษที่ 70 ได้มีการพัฒนาระบบเครื่องกลและไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดย การนำระบบคอมพิวเตอร์ เข้ามาควบคุม การทำงาน ให้เป็นแบบ รวมศูนย์ มีการติดตาม และ ดูแลการทำงานของเครื่องจักรผ่านตัวรับสัญญาณ และ เพิ่มประสิทธิภาพ ของระบบให้สามารถตอบสนองกับสภาพแวดล้อมที่ถูกต้องแม่นยำมากขึ้น เทคโนโลยีนี้เป็นปัจจัยแรกๆที่ก่อให้เกิดระบบอาคารอัจฉริยะ
แนวความคิดในการพัฒนาและออกแบบอาคารให้เป็นอาคารอัจฉริยะมีมาตั้งแต่ราวปี พ.ศ. 2524 (ค.ศ.1981) โดยในทศวรรษที่ 80 เริ่มมีการนำระบบควบคุมแบบอัตโนมัติมาใช้ใน ระบบรักษาความปลอดภัย, ระบบไฟฟ้าแสงสว่างของอาคาร แต่ในสมัยแรกระบบต่างๆมักถูกออกแบบให้ทำงานอย่างอิสระ ขาดการประสานและทำงานร่วมกัน