วันพฤหัสบดีที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

กล้องดิจิตอล




กล้องดิจิตอล



  • กล้องดิจิตอลคืออุปกรณ์ที่ใช้ในการถ่ายภาพเช่นเดียวกับกล้องถ่ายรูปทั่วๆ ไป เพียงแต่มันเก็บภาพเอาไว้ในหน่วยความจำแทนที่จะเป็นฟิล์ม
  • สำหรับราคาของกล้องดิจิตอลที่ให้ภาพในระดับที่ดีพอที่จะนำไปใช้งานทั่วๆ ไปอย่างการตกแต่งเว็บไซต์นั้นจะมีราคาอยู่ที่ 300 ดอลลาร์เท่านั้น โดยที่กล้องดิจิตอลเหล่านี้จะมีหลักการทำงานที่ต่างจากกล้องถ่ายรูปที่ใช้ฟิล์มทั่วๆ ไป ซึ่งมีหลักการทำงานโดยปล่อยให้แสงตกกระทบกับฟิล์มที่อาบน้ำยาไวแสงเอาไว้ แล้วเกิดปฏิกริยาเคมีทำให้ได้ภาพเนกาทีฟซึ่งคุณต้องนำฟิล์มดังกล่าวไปทำการล้างและอัดลงบนกระดาษอีกทีจึงจะได้ภาพถ่ายที่คุณต้องการ ส่วนการทำงานของกล้องดิจิตอลนั้นจะอาศัยเซนเซอร์ไวแสงจำนวนนับล้านๆ ตัวในการตรวจจับความเข้าของแสงสีต่างๆ ที่ลอดผ่านเลนส์เข้ามาแล้วจึงนำมาประกอบกันเป็นรูปภาพ
  • ข้อดีอีกประการของกล้องดิจิตอลที่เหนือกว่ากล้องแบบใช้ฟิล์มก็คือ
    คุณสามารถเลือกปรับระดับความละเอียดในการถ่ายภาพได้ตามต้องการ อย่างไรก็ตามการเลือกใช้ความละเอียดที่สูงขึ้นย่อมหมายถึงการสิ้นเปลืองเนื้อที่ในหน่วยความจำมากขึ้นเช่นกันสำหรับหน่วยความจำที่ใช้ในกล้องดิจิตอลนั้น ในกล้องดิจิตอลรุ่นแรกๆ หรือกล้องดิจิตอลรุ่นปัจจุบันที่มีราคาถูก จะมีหน่วยความจำติดตั้งอยู่อย่างถาวรในเครื่อง เมื่อหน่วยความจำเต็ม นั่นหมายความว่าคุณจะไม่สามารถบันทึกภาพใดๆ เพิ่มได้อีกนอกเสียจากว่าคุณจะลบภาพเก่าๆ ออกไปเสียก่อน อย่างไรก็ตามกล้องดิจิตอลในปัจจุบันส่วนมากเลือกใช้หน่วยความจำชนิดถอดเปลี่ยนได้
    ทำให้ข้อจำกัดในเรื่องจำนวนภาพที่สามารถบันทึกได้ในแต่ละครั้งหมดไป โดยเมื่อหน่วยความจำที่คุณใช้อยู่เต็ม
    คุณก็เพียงแต่ดึงเอาหน่วยความจำตัวดังกล่าวออกมาจากกล้อง แล้วก็เสียบอันใหม่เข้าไป เท่านี้ก็สามารถถ่ายรูปต่อไปได้แล้ว

  • สำหรับกล้องดิจิตอลที่คุณภาพดีขึ้นมาอีกนิดโดยสามารถให้ภาพที่มีความละเอียด 1 ล้านจุดสีนั้นจะมีราคา 300 ดอลลาร์โดยมีบริษัทที่ผลิตกล้องดิจิตอลในระดับนี้อยู่หลายรายอย่างเช่นโอลิมปัส, เอปสัน, โกดัก นอกจากนั้นบริษัทเหล่านี้ยังผลิตกล้องดิจิตอลคุณภาพปานกลางซึ่งให้ภาพที่มีความละเอียดขนาด 2 ล้านจุดสี (1600 X 1200 จุดสี) นั้นจะมีราคาราวๆ 500 ถึง 900 ดอลลาร์ซึ่งกล้องระดับนี้จะสามารถให้งานพิมพ์เทียบเท่ากับระดับภาพถ่ายด้วยกล้องชนิดใช้ฟิล์ม ในขนาด 5 X 7 นิ้ว
  • สำหรับกล้องดิจิตอลในระดับสุดยอด นั้นสามารถให้ภาพที่มีความละเอียดมากกว่า 3 ล้านจุดสีขึ้นไป (2048 X 1536 จุดสี) ซึ่งความละเอียดระดับนี้สามารถผลิตภาพที่มีคุณภาพในระดับเดียวกับภาพถ่ายจากกล้องใช้ฟิล์มได้ถึงขนาด 8 X 10 นิ้วเลยทีเดียว โดยกล้องระดับนี้มีราคาเริ่มต้นที่ 1,000 ดอลลาร์ไปจนถึงกล้องระดับมืออาชีพจริงๆ ที่มีราคาสูงกว่า 4,000 ดอลลาร์เลยทีเดียว
  • สำหรับอุปกรณ์เสริมนั้น คุณสามารถซื้อหน่วยความจำมาเพิ่มเติมเพื่อที่จะสามารถถ่ายภาพได้จำนวนมากๆ ในคราวเดียว โดยหน่วยความจำที่ใช้ในกล้องดิจิตอลนั้นส่วนมากจะเป็นชนิด CompactFlash หรือ SmartMedia โดยที่หน่วยความจำแบบ CompactFlash นั้นมีให้เลือกสูงสุดถึงรุ่นความจุ 128 เมกะไบต์โดยมีราคาเริ่มต้นในรุ่นความจุต่ำสุดคือ 8 เมกะไบต์ อยู่ที่ประมาณ 40 ดอลลาร์ส่วนหน่วยความจำแบบ SmartMedia นั้นมีให้เลือกสูงสุดถึงรุ่นความจุ 64 เมกะไบต์และมีราคาเริ่มต้นในรุ่นความจุต่ำสุด 8 เมกะไบต์อยู่ที่ประมาณ 30 เมกะไบต์เท่านั้น
  • หลังจากที่เก็บภาพลงในหน่วยความจำแล้ว แน่นอนว่าภาพที่ถ่ายได้อาจจะยังไม่สวยสมใจ คุณอาจจะต้องการเพิ่มเติมเอฟเฟคพิเศษ หรือปรับแต่งสีสันซะหน่อย แน่นอนว่าซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่ทางด้านนี้มีอยู่เกลื่อนตลาด ตั้งแต่ระดับมือสมัครเล่นอย่าง PhotoDeluxe หรือถ้าอยากแต่งให้สะใจ ซอฟต์แวร์ระดับมืออาชีพอย่าง PhotoShop และ Photo - Paint ก็น่าสนใจไม่น้อย

อาคารอัจฉริยะ


อาคารอัจฉริยะ (Intelligent Building)


อาคารอัจฉริยะคืออะไร ในการเรียกตึกว่าเป็นอาคารอัจฉริยะนั้นเราใช้เรียกในแง่ตรงข้ามกับที่ใช้ในวงการกล้องถ่ายรูป ตัวอย่างเช่น กล้องที่ใช้งานง่ายๆ เป็นระบบอัตโนมัติ ทั้งหมด โดยคนใช้ไม่ต้องทำอะไร นอกจากเล็งภาพ กดปุ่ม เราเรียกกล้อง ชนิดนี้ว่า กล้องปัญญาอ่อน ไม่ยักเรียกว่า กล้องอัจฉริยะ ซึ่งน่าจะเรียกชื่อนี้ มากกว่า น่ากลัวคนตั้งชื่อ จะประชดคนใช้งาน เสียมากกว่า กระมัง ถือเป็นโชคดีที่วงการอสังหาริมทรัพย์ไม่ตามอย่างการเรียกชื่อในวงการกล้องถ่ายรูป ขืนใช้ แนวทางเดียวกันคงไม่มีใคร มาซื้อตึก หรือเช่าพื้นที่ในอาคาร แบบนี้เป็นแน่

อาคารอัจฉริยะ มีชื่อเรียกได้หลายชื่อ ตั้งแต่ ตึกฉลาด (Smart Building) อาคารเทคโนโลยีชั้นสูง (High Tech Building, High Tech Real Estate) แต่ชื่อ ที่ฮิตที่สุด คงเป็น “Intelligent building” ซึ่งคนไทยนำมาแปลเป็นคำว่า อาคารอัจฉริยะ จริงๆแล้วคำว่า “Intelligent” ไม่ถึงขั้นฉลาดเป็นอัจฉริยะ แต่ เป็นแค่ ฉลาด-รู้จักคิด เท่านั้น คนไทยคงเห็นว่าไม่ขลังเลยยกฐานะให้เป็นอัจฉริยะเสียเลยให้ดูสูงส่งหน่อย ไม่แน่ว่า ฝรั่งมาเห็น คนไทย ใช้คำแบบนี้ อาจ เปลี่ยนมาเรียกเป็น “Genius Architectural”



ความหมายของอาคารอัจฉริยะมีหลายแง่ แต่คำจำกัดความง่ายๆที่เคยลงในนิตยสาร New York Time มีใจความว่า อาคารตึกฉลาดคือ “อาคารที่มี เครื่องคอมพิวเตอร์ เป็นสมองส่วนกลาง มีระบบประสาทที่เป็นสายไฟฟ้าและสายสัญญาณ พร้อมอุปกรณ์ตรวจจับอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Sensors) อยู่ ตามบริเวณ ต่างๆ ทั่วอาคาร คอยเป็นหูเป็นตาให้กับระบบคอมพิวเตอร์ที่จะสามารถตรวจสอบ,รายงานและควบคุมอุปกรณ์ของอาคารได้ตลอดเวลา โดยเจ้าของอาคาร และ ผู้ใช้งานสามารถใช้ประโยชน์จากการควบคุมนี้ โดยการสั่งการทำงานของอุปกรณ์ต่างๆได้จากศูนย์ควบคุมส่วนกลางนั่นเอง นอกจากนั้น คอมพิวเตอร์ และ ระบบ สื่อสารส่วนกลางยังใช้ประโยชน์ในการติดต่อสื่อสารข้อมูลระหว่างผู้ใช้งานในอาคารนั้นๆอีกด้วย”

คำจำกัดความอื่นๆ เช่น “อาคารอัจฉริยะคืออาคารที่ได้รับการออกแบบโดยใช้เทคนิคการก่อสร้างที่ก้าวหน้า มี ความแตกต่าง จาก อาคารธรรมดา ในทุกๆแง่ มีการติดตั้งอุปกรณ์ ที่รับรู้ ข้อมูลต่างๆ ของอาคาร โดยข้อมูลนั้นจะถูกส่งไปยังระบบประมวลกลาง ซึ่งมีความสามารถ ในการวิเคราะห์ข้อมูล ที่ได้รับ แล้ว สั่งการ ให้ระบบของอาคาร ปรับเปลี่ยนตามสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป โดยผลที่ต้องการคือผู้ใช้งานอาคารได้รับผลประโยชน์สูงสุด” ซึ่ง จะว่าไปแล้ว อาคารอัจฉริยะ จะต้องทำงานได้คล้ายสิ่งมีชีวิตคือมีการรับรู้และสามารถตอบสนองกับสิ่งเร้าทั้งจากภายในและภายนอก อีกทั้ง สามารถปรับตัว ให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ตนเองมีการใช้ชีวิตได้อย่างปรกติสุขนั้นเอง


ประวัติความเป็นมาของการพัฒนาอาคารอัจฉริยะ ในราวปลายทศวรรษที่ 70 ได้มีการพัฒนาระบบเครื่องกลและไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดย การนำระบบคอมพิวเตอร์ เข้ามาควบคุม การทำงาน ให้เป็นแบบ รวมศูนย์ มีการติดตาม และ ดูแลการทำงานของเครื่องจักรผ่านตัวรับสัญญาณ และ เพิ่มประสิทธิภาพ ของระบบให้สามารถตอบสนองกับสภาพแวดล้อมที่ถูกต้องแม่นยำมากขึ้น เทคโนโลยีนี้เป็นปัจจัยแรกๆที่ก่อให้เกิดระบบอาคารอัจฉริยะ
แนวความคิดในการพัฒนาและออกแบบอาคารให้เป็นอาคารอัจฉริยะมีมาตั้งแต่ราวปี พ.ศ. 2524 (ค.ศ.1981) โดยในทศวรรษที่ 80 เริ่มมีการนำระบบควบคุมแบบอัตโนมัติมาใช้ใน ระบบรักษาความปลอดภัย, ระบบไฟฟ้าแสงสว่างของอาคาร แต่ในสมัยแรกระบบต่างๆมักถูกออกแบบให้ทำงานอย่างอิสระ ขาดการประสานและทำงานร่วมกัน